แฟชั่น เสื้อผ้า รถยนต์ |

จุดเด่นในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของ Paypal

Friday Nov 28, 2008

     จุดเด่นในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของ Paypal คือ การประกอบธุรกิจที่สามารถหาช่องว่างของตลาดการโอนและชำระเงินระหว่างบุคคลกับบุคคล โดยการใช้อีเมล์เป็นสื่อกลางในการแจ้งการทำธุรกรรมแต่ละครั้งให้ลูกค้าทราบ ซึ่งทำให้บริษัทสามารถให้บริการลูกค้าได้สะดวกและรวดเร็วกว่าการให้บริการแบบเดิมที่เป็นการชำระเงินด้วยเงินสด การใช้เช็คการโอนเงิน และการใช้บัตรเครดิต

     จุดเด่นอีกประการหนึ่งของ Paypal คือ การคิดอัตราค่าบริการของ Paypal อยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าค่าธรรมเนียมบริการของบัตรเครดิตซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 ถึง 5 ของมูลค่าที่ชำระเงิน และค่าธรรมเนียมบริการโอนเงินของธนาคารซึ่งคิดค่าบริการขั้นต่ำอยู่ที่ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ

     นอกจากนี้ Paypal มีวิธีการหาลูกค้าโดยการกระจายสมาชิกจากผู้ส่งเงินไปสู่ผู้รับชำระเงินอย่างเป็นลูกโซ่ โดยกำหนดให้ผู้ที่จะ รับเงินจากผู้ส่งในระบบต้องเป็นสมาชิกของ Paypal
เท่านั้น ซึ่งทำให้ Paypal มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://ptc.icphysics.com


หลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียม

Monday Nov 17, 2008

ใช้บัญชี PayPal มากกว่า 1 ประเภท เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียม

     ก็ไม่แปลกอะไรที่คุณจะเปิดบัญชีพร้อมกันหลายประเภท ตราบใดที่ข้อมูลบัตรเครดิต และบัญชีธนาคารซึ่งใช้กับ PayPal ของคุณในบัญชีแต่ละประเภทไม่ตรงกัน

     เพื่อไม่ให้เสียค่าธรรมเนียมมากเกินไป คุณอาจจะใช้ Personal เอาไว้รับเงินส่งเงินระหว่าง PayPal ด้วยกัน แบบเล็กๆน้อยๆไม่เกิน $500 USD ต่อเดือน และเอาบัญชี Permier มาใช้
ในยามที่ต้องรับส่งเงินมากๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนหักค่าธรรมเนียมจากการรับเงินให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้


PayPal คืออะไร

Thursday Nov 13, 2008

      Paypal เป็นระบบชำระเงินออนไลน์ที่มีคนนิยมใช้ที่สุดในโลก โดยถ้าเพื่อนๆ จะซื้อหรือขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์กับคนทั้งโลก จะต้องสมัครเป็นสมาชิกของ PayPal ที่เป็นเช่นนี้เพราะ หากเราใช้ธนาคารแบบธรรมดา ก็จะซื้อหรือขายสินค้าได้เฉพาะในเมืองไทย ดังนั้น PayPal จึงทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมทางการเงินแบบสากลนั่นเอง
      หากใครที่อยากขายสินค้าบนอีเบย์ ก็ต้องมี PayPal สำหรับวิธีการสมัคร คุณจะต้องมีบัตรเครดิตก่อน จากนั้นก็เข้าไปลงทะเบียนสมัคร PayPal (www.paypal.com) จากนั้นให้ยืนยันอีเมล์ที่ได้สมัครไว้ (แนะนำใช้ Gmail จะดีที่สุดในการสมัครครั้งแรก) หลังจากนั้นระบบจะตัดเงินจากบัตรเครดิตจำนวน $1.95 เพื่อทดสอบว่าบัตรเครดิตที่เรากรอกไปนั้นใช้งานได้จริง โดยจะคืนเงินให้เรา เมื่อมีการทำธุรกรรมเกิดขึ้น
      ทาง Paypal นั้นได้กำหนดกฎไว้ในการเสียค่าธรรมเนียมดังนี้ ในกรณีสมัครแบบ Premium และ Business ทุกครั้งที่มีการรับเงินจะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับ PayPal กรณีรับเงินภายในประเทศด้วยกัน จะเสียค่าธรรมเนียม 3.4% + $0.30 โดยทุก $100 ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับ PayPal จำนวน $3.70 หากรับเงินจากนอกประเทศ จะเสียค่าธรรมเนียม 3.9% + $0.30 โดยทุก $100 ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับ PayPal จำนวน $4.12

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.tlcthai.com/


Social Shopping

Wednesday Nov 5, 2008

Social Shopping คือ ร้านขายของออนไลน์ที่มีการนำกลยุทธ์ทางด้าน e-commerce มาใช้ผนวกรวมกับเครื่องมือด้าน Social network ในการสร้างกลุ่มและเครือข่ายในการค้าขายสินค้ากัน โดยที่ทุกคนในกลุ่มสามารถสร้างลิสต์ความต้องการได้โดยการ แสดงรายชื่อสินค้า ราคาสินค้า หรือรายละเอียดของสินค้าที่ต้องการขาย หรือซื้อไว้ เมื่อเพื่อนๆ ในกลุ่ม Social Network เข้ามาเจอก็จะทำการติดต่อกับคุณด้วยตนเอง

โดยมีกลยุทธ์การขายดังนี้

ผู้ซื้อจะแสดงรายการสินค้าที่ต้องการซื้อ
ส่วนผู้ขายเมื่อพบว่าผู้ซื้อต้องการอะไรก็จะดูว่าตนมีสินค้านั้นหรือไม่
ถ้ามีก็จะบอกผู้ซื้อแล้วก็คุยกันเรื่องการซื้อ ขาย
ถ้าไม่มีก็จะส่งประกาศต่อไปให้เพื่อนที่ขายสินค้าดังกล่าว

“Social shopping can also exist in the real-world”

ความสำเร็จของการใช้ Social Shopping ในต่างประเทศมีอัตราการเติบโตตลอดปีเพิ่มขึ้นถึง 447% จากปีก่อน

ทีนี้เรามาดูสถิติของ 17 Social Shopping Site ในต่างประเทศ
จำนวน Monthly Traffic

1. Amazon = 51,300,537
2. Epinions = 3,380,748
3. Kaboodle = 2,564,972
4. Etsy = 1,593,789
5. Stylefeeder = 527,284
6. StyleHive = 504,689
7. Buzzillions = 356,090
8. ThisNext = 324,207
9. ShopStyle = 216,733
10. ShopWiki = 213,194
11. Glimpse = 90,827
12. Wists = 65,877
13. Zebo = 49,402
14. Osoyou = 12,716
15. Reevoo = 10,571
16. Crowdstorm = 3,118
17. Wishpot = 3,072

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สถิติ Traffic ในแต่ละเดือน สุดยอดดีมั้ยครับ

จนถึงนาทีนี้ ผมว่าบางคนอาจจะยังนึกภาพของ Social Shopping ไม่ออก
เอาเป็นว่าผมขอเอาเว็บ Social Shopping เมืองไทยให้เพื่อนๆ ดูบ้างดีกว่า
เผื่อใครอยากจะลองเล่นดู ที่เว็บ http://www.wish.in.th/
ลองดูนะครับ แล้วใครเล่นแล้วอย่าลืมไป add projectlib ด้วย อิอิ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก
http://socialmediatrader.com/the-future-of-shopping-17-social-shopping-sites/
http://en.wikipedia.org/wiki/Social_shopping/
http://www.secretprices.com/myshopping/


กลยุทธ์การตั้ง ราคาสินค้า Online

Wednesday Nov 5, 2008

ปัญหาที่ผู้ประกอบการอยากรู้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องการตั้งราคาสินค้า เนื่องจากการขายของผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น แม้ว่าจะไม่มีพรมแดน เรื่องการสั่งซื้อ แต่ก็จะมีปัญหาค่าขนส่งซึ่งเมื่อบวกค่าสินค้าเข้าไปแล้ว ลูกค้าบางคนอาจจะรู้สึกว่า “ซื้อแพง” ?

เมื่อย้อนไปดูพื้นฐานของการตั้งราคาสินค้าในช่องทางการขายปกตินั้น เราคำนึงถึง 3 ปัจจัยต่อไปนี้

1. ต้นทุนการผลิตสินค้า
ตั้งแต่วัตถุดิบ การขนส่งวัตถุดิบมาเพื่อแปรรูป พัฒนาคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ที่พร้อมจำหน่าย

2. ราคาของคู่แข่งขัน
หากสินค้าเราไม่ใช่สินค้าใหม่ถอดด้ามก็ต้องคำนึงถึงราคาของสินค้าคู่แข่งที่วางตลาดไว้ หากเทียบคุณภาพแล้ว ใกล้เคียงกัน เราก็ไม่สามารถที่จะตั้งราคาสูงกว่าเขาได้ แต่ถ้ามั่นใจว่าสินค้าเรามีคุณภาพดีกว่า เราก็สามารถที่จะทำราคาเหนือคู่แข่งด้วย ที่สำคัญต้องให้ลูกค้า หรือผู้ซื้อรู้สึกเช่นนั้นด้วย เขาจึงจะยอมจ่ายแพงกว่า

3. ค่าดำเนินการต่างๆ
ราคาสินค้าที่ผู้บริโภคคนสุดท้ายจ่ายในปัจจุบันนั้น ได้รวมถึงค่าโฆษณา ค่าฝากขาย และค่าดำเนินการต่างๆ อย่างมากมาย แม้แต่ในอินเทอร์เน็ตเอง การที่ลูกค้าใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าของเราบนเว็บไซต์ ธนาคารก็คิดค่าธรรมเนียม 3-5% ของราคาขายด้วย

ปัจจัยดังกล่าวนี้ ล้วนมีผลในการตั้งราคาขายสินค้าทั้งสิ้น

แต่การขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตนั้น สามารถลดต้นทุนในค่าดำเนินการต่างๆ ไปได้มาก เช่น ค่าเช่าสถานที่ ค่าพนักงานขาย ค่าน้ำ ค่าไฟ ดังนั้นจึงทำให้ต้นทุนส่วนนี้ สินค้าหลายประเภทจึงสามารถตั้งราคาขายได้ต่ำกว่าช่องทางการค้าปกติ

อีกประการหนึ่งการขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตนั้น ผู้ประกอบการ SMEs ไม่จำเป็นต้อง สต๊อกสินค้าเป็นจำนวนมาก เพราะลองทำ สินค้าตัวอย่างขึ้นมา แล้วประชาสัมพันธ์ให้คนเข้ามาดู หากสนใจจึงค่อยผลิต โดยวิธีการเหล่านี้ก็ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบได้มาก และเมื่อผลิตแล้วก็สามารถสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด

อย่างไรก็ตาม หากจำหน่ายสินค้าที่จับต้องได้ (ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ ซึ่งเมื่อผู้ซื้อชำระเงินเสร็จแล้วก็สามารถดาวน์โหลดได้ทันที-ไม่ต้องมีค่าขนส่ง) ผู้ซื้อก็ต้องจ่ายค่าขนส่งอยู่ดี ผู้ประกอบการบางรายที่คิดจะทำการค้าขายในต่างประเทศ จึงเกรงว่าหากตั้งราคาสินค้า 10 เหรียญ แต่เมื่อรวมค่าส่ง 20 เหรียญแล้ว ผู้ซื้ออาจจะลังเลไม่ซื้อสินค้านั้นก็ได้

แนวคิดการตั้งราคาบนอินเทอร์เน็ตของผู้ประกอบการในเว็บปัจจุบัน จึงแยกออกเป็น 2 แนวทาง
1. คิดราคาค่าขนส่งรวมกับราคาสินค้า
โดยหาค่าเฉลี่ยของค่าขนส่งกลุ่มเป้าหมายปลายทาง แล้วบวกรวมกับค่าสินค้า โดยแง่นี้ลูกค้าก็จะไม่รู้ค่าขนส่ง เมื่อประมาณราคาสินค้าว่าเหมาะสมกับมูลค่าที่ตนยินยอมจ่ายแล้ว เขาก็จะตัดสินใจซื้อ

2. คิดราคาค่าขนส่งแยกกับราคาสินค้า
โดยวิธีนี้ก็จะเป็นธรรมกับผู้ซื้อ เพราะหากผู้ซื้ออยู่ ทวีปเอเชียแต่ต้องจ่ายค่าขนส่ง ที่รวมกับค่าสินค้าเท่ากับ ผู้ซื้อปลายทางที่อเมริกาแล้ว เขาก็รู้สึกว่าแพงเกินไป ในกรณีเช่นนี้ผู้ขายเองก็ต้องพยายามจัดสินค้า ให้เหมาะสมกับ น้ำหนักขั้นต่ำที่บริษัทฯ ขนส่งคิด เพื่อที่ลูกค้าจะ ได้ไม่รู้สึกว่า ตนต้องรับภาระค่าขนส่ง มากเกินไป เช่น ถ้วยกาแฟเปล่าๆ น้ำหนัก 200 กรัม ราคา 3 เหรียญ แต่เสียค่าส่ง 10 เหรียญ ผู้ซื้อก็ต้องจ่ายเงินค่าสินค้า แค่ถ้วยกาแฟเปล่า ทั้งหมด 13 เหรียญ แต่หากผู้ขายจัดจานรองถ้วยกาแฟ พร้อมช้อนคน ขายเป็นชุด แม้น้ำหนักจะเพิ่มเป็น 500 กรัม ค่าสินค้าจะเพิ่มเป็น 4 เหรียญ แต่ค่าขนส่งยังคงเท่าเดิม ลูกค้าที่ซื้อชุดถ้วยกาแฟ+จานรอง+ช้อนในราคา 14 เหรียญ ก็จะรู้สึกคุ้มค่ากว่า

เรื่องเหล่านี้จึงเป็นแนวคิด ให้ผู้ประกอบการพิจารณา เพื่อตั้งราคาสินค้า แต่อย่าลืมว่า “สินค้า” บนอินเทอร์เน็ตนั้น มีอยู่มากมาย ผู้ซื้อมี โอกาสเปรียบเทียบราคาได้ตลอดเวลา บางเว็บที่มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก แต่ไม่เคยขายสินค้าได้เลย บางทีต้องหันมาพิจารณาเรื่องของ “ราคาขาย” ที่ตนตั้งเหมือนกันว่า “น่าซื้อหรือเปล่า?”

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bcoms.net